วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

Le Louvre


Informations géographiques
Coordonnées
48° 51′ 40″ N 2° 20′ 09″ E / 48.861073, 2.335784
Pays
France
Ville
Paris
Informations générales
Collections
Antiquités orientalesAntiquités égyptiennesAntiquités grecquesAntiquités étrusquesAntiquités romainesArts de l'IslamSculpturesObjets d'artPeinturesArts graphiques
Nombre d'œuvres
35 000 en exposition300 000 au total
Superficie
210 000 m²
Informations visiteurs
Date d'ouverture
1793
Visiteurs / an
6 894 000 (2004)7 553 000 (2005)8 348 000 (2006)[1]
Adresse
Palais RoyalMusée du Louvre75001 Paris
Site officiel
http://www.louvre.fr/


Le musée du Louvre est le plus grand musée parisien par sa surface (210 000 m² dont 60 600 consacrés aux expositions)[2] et l'un des plus importants du monde. Situé au cœur de la ville de Paris, entre la rive droite de la Seine et la rue de Rivoli, dans le Ier arrondissement, le bâtiment est un ancien palais royal, le Palais du Louvre. La statue équestre de Louis XIV constitue le point de départ de l'axe historique, mais le palais n'est pas aligné sur cet axe. C'est l'un des plus anciens musées et le troisième plus grand au monde en termes de superficie[réf. nécessaire]. Le Louvre possède une longue histoire de conservation artistique et historique de la France, depuis les rois capétiens jusqu'à nos jours.
Musée universaliste, le Louvre couvre une chronologie et une aire géographique larges, depuis l'Antiquité jusqu'à 1848, de l'Europe occidentale jusqu'à l'Iran, via la Grèce, l'Égypte et le Proche-Orient. A Paris, la période postérieure à 1848 pour les arts européens est prise en charge par le musée d'Orsay et le Centre Pompidou, alors que les arts asiatiques sont exposés à Guimet. Les arts d'Afrique, d'Amérique et d'Océanie prennent quant à eux place au musée du quai Branly, mais une centaine de chefs-d'oeuvre sont exposés au pavillon des Sessions. Les œuvres sont de nature variée : peintures, sculptures, dessins, céramiques, objets archéologiques et objets d'art... Parmi les pièces les plus célèbres du musée se trouvent le Code d'Hammurabi, la Vénus de Milo, La Joconde de Léonard de Vinci, et La Liberté guidant le peuple d'Eugène Delacroix. Le Louvre est le musée le plus visité au monde, avec 8,3 millions de visiteurs en 2006

Cathédrale Notre-Dame de Reims



มหาวิหารแรงส์ หรือ มหาวิหารนอเทรอดามแห่งแรงส์ (Cathédrale Notre-Dame de Reims) เป็นมหาวิหารของเมืองรีมส์ ประเทศฝรั่งเศส ที่เคยใช้ในพิธีสวมมงกุฏกษัตริย์ของประเทศฝรั่งเศส มหาวิหารที่เห็นในปัจจุบันสร้างบนมหาวิหารเดิมที่ถูกไหม้ไปเมื่อค.ศ. 1211 ที่พระเจ้าโคลวิสที่ 1 ผู้ถือกันว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของฝรั่งเศสได้ทำพิธีรับศีลจุ่มจากนักบุญเรมี (St. Remi) บาทหลวงของเมืองรีมส์เมื่อค.ศ. 496


การก่อสร้าง

มหาวิหารสร้างเสร็จเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ยกเว้นด้านหน้าซึ่งมาเสร็จเอาอีกศตวรรษหนึ่งต่อมา แต่ยังเป็นสถาปัตยกรรมของคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทางเดินกลางขยายให้ยาวขึ้นเพื่อให้มีเนื้อที่เพียงพอกับผู้ที่เข้าร่วมพิธีสวมมงกุฎ หอสูง 81 เมตรย่อจากแบบเดิมที่ออกแบบให้สูง 120 เมตร หอด้านใต้มีระฆังสองใบๆ หนึ่งคาร์ดินาลแห่งลอเรนตั้งชื่อให้ว่า “ชาร์ลอต” เมื่อปีค.ศ. 1570 ซึ่งหนัก 10,000 กิโลกรัมหรือ 11 ตัน
เมื่อปี ค.ศ. 1875 รัฐสภาแห่งประเทศฝรั่งเศสอนุมัติเงินจำนวน 80,000 ปอนด์เพื่อปฏิสังขรณ์ด้านหน้ามหาวิหาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของมหาวิหาร และนับว่าเป็นงานฝีมือชิ้นเอกจากยุคกลาง เมื่อมหาวิหารโดนระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็ได้ทำลายบริเวณสำคัญๆ ของมหาวิหารไปมาก การบูรณะปฏิสังขรณ์เริ่มอีกครั้งเมื่อปี ค.ศ. 1919 และมาเสร็จเมื่อในปี ค.ศ. 1938 แต่การซ่อมก็ยังทำต่อเนื่องกันมาโดยมิได้หยุดยั้งจนทุกวันนี้


ภายนอก

ประตูทางเข้าด้านหน้ามีสามประตูแต่ละประตูเต็มไปด้วยรูปปั้นทั้งใหญ่และเล็กประดับ ประตูกลางอุทิศให้กับพระแม่มารี เหนือประตูแทนที่จะเป็นหน้าบันหินแกะสลักกลับเป็นหน้าต่างกุหลาบกรอบเป็นซุ้มโค้งที่ประกอบไปด้วยรูปปั้น เหนือระดับประตูเป็นระเบียงตรงกลาง และด้านล่างเหนือประตูจะมีหน้าต่างกุหลาบบานใหญ่อีกบานหนึ่ง ถัดขึ้นไปจากนั้นเป็นระเบียงรูปปั้นพระเจ้าแผ่นดิน (gallery of the kings) ซึ่งมีรูปปั้นพระเจ้าโคลวิสที่ 1 รับศึลจุ่มอยู่ตรงกลาง ด้านหน้าทางแขนกางเขนด้านเหนือและใต้ตกแต่งด้วยรูปปั้น ทางด้านเหนือเป็นบาทหลวงของรีมส์ และการตัดสินครั้งสุดท้าย (Last Judgment) และรูป “พระเยซูผู้งดงาม” (“le Beau Dieu”) ทางด้านใต้เป็นหน้าต่างกุหลาบสมัยใหม่เรื่องศาสดาและสาวก 12 องค์ เมื่อปี ค.ศ. 1481 ไฟไหม้หลังคาวัดและทำลายหอคอยสี่หอที่สูงกว่าหลังคาจนราบลงมาแค่ระดับหลังคา เหนือบริเวณสงฆ์ขึ้นไปเป็นหอระฆังไม้หุ้มด้วยตะกั่วสูง 18 เมตรสร้างเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 และซ่อมเมื่อปี ค.ศ. 1920

ภายใน

ทางเดินกลางของมหาวิหารยาว 138.75 เมตร กว้าง 30 เมตร สูง 38 เมตร ทางเดินกลางขนาบด้ายทางเดินข้าง แขนกางเขนก็เป็นทางเดินหลายช่อง บริเวณสงฆ์เป็นทางเดินคู่ หลังมุขมีทางเดินรอบ และคูหาสวดมนต์กระจายออกไปทางด้านหลัง ภายในมีหน้าต่างประดับกระจกสีที่สร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 20 ประดับ นอกจากนั้นทางมหาวิหารยังมีพรมทอแขวนผนัง (tapestries) ชุดที่มีค่าที่สุดถวายให้แก่วัดโดยโรเบิร์ต เดอ เลนองคอรต์ (Robert de Lenoncourt) ผู้เป็นอัครบาทหลวงในสมัยพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 เป็นเรื่องพระแม่มารี ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่วังเทา (Palace of Tau) ซึ่งเดิมเป็นที่ประทับของบาทหลวง ทางด้านเหนือแขนกางเขนมีออร์แกนในตู้แบบกอธิควิจิตร (Flamboyant Gothic) นาฬิกาที่ตกแต่งด้วยกลไกที่สวยงาม และงานหน้าต่างประดับกระจกสีโดยศิลปินมีชื่อเสียงชาวรัสเซีย มาร์ค ชากาล (Marc Chagall) ที่ติดตั้งเมื่อ ค.ศ. 1974
มหาวิหารนอเทรอดามแห่งแรงส์ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1991

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ไวน์


ไวน์
(Wine)











ประเทศฝรั่งเศสเป็นถิ่นกำเนิดไวน์ชั้นเยี่ยม อาทิ แชมเปญ บอร์โดซ์ เบอร์กันดี และไม่มีประทศใดในโลกที่สามารถผลิตไวน์ได้หลากหลายชนิดเท่าฝรั่งเศส ไวน์เป็นสัญญลักษณ์เฉพาะของงานเลี้ยง ดังนั้นการเรียนรู้วิธีเสิร์ฟไวน์ที่ถูกต้อง และการลิ้มรสไวน์ให้ได้รสชาติอย่างแท้จริง เพื่อเข้าใจในคุณค่าของไวน์
การเตรียม ไวน์ ให้ได้รสชาติอย่างแท้จริง จำเป็นที่จะต้องให้ไวน์สร้างความรู้สึกในปากของเรา ขึ้นอยู่กับสี กลิ่น และรสชาติของไวน์
ไวน์ขาวรสหวาน แชมเปญ และสปาร์คคลิ่งไวน์ ควรจะเสิร์ฟที่อุณภูมิระหว่าง 6 ถึง 8 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิต่ำกว่านี้กลิ่นหอมก็จะถูกเก็บกับกไว้ ไวน์จะไม่สามารถ"หายใจ"ได้ และกลิ่นหอมของดอกไม้ก็จะถูกกักไว้ ส่วนไวน์ชนิดดรายและไวน์โรเช่ ควรจะเสิร์ฟขณะเย็น แต่ไม่ควรเป็นน้ำแข็ง หรือเย็นจัดจนเกินไป กล่าวคือ ควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิ สูงกว่าไวน์ชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นที่อุณหภูมิระหว่าง 8 ถึง 12 องศาเซลเซียส
ไวน์แดงรสเบา จะมีรสชาติดีที่สุดที่อุณหภูมิระหว่าง 12 ถึง 14 องศาเซลเซียส
ไวน์แดงรสหนัก ควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิห้อง คือ อุณหภูมิของห้องที่เย็นปานกลาง ระหว่าง 15 ถึง 18 องศา
เคล็ดลับของ ไวน์
ไวน์ที่เก็บบ่มน้อยปี ควรเสิร์ฟให้เย็นกว่าไวน์ที่เก็บบ่มไว้นานปี
มักจะนิยมเสิร์ฟไวน์ที่เย็นกว่าอุณหภูมิที่แนะนำ เพราะเมื่ออยู่ในแก้วไวน์จะอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
การเตรียมล่วงหน้าว่าจะเสิร์ฟไวน์ชนิดใดเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะต้องค่อยๆ ปล่อยให้ไวน์อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยไม่ให้มีการปะทะกับความร้อนจัด หรือเย็นจัดโดยทันที
อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บไวน์



ไวน์ขาว ไม่ควรเสิร์ฟขณะเป็นน้ำแข็ง หรือเย็นจัดเกินไป
ไวน์แดง ไม่ควรเสิร์ฟอุ่นเกินไป "การทำให้อุ่น" จนถึงระดับอุณหภูมิห้องมิได้หมายถึงการอุ่นให้ร้อน
ไม่ควรอุ่นไวน์ชั้นดี ที่เก็บบ่มนานปีโดยทันทีทันใด เช่น การแช่ขวดลงในน้ำร้อน
ไม่ควรวางขวดไวน์บนเครื่องทำความร้อน
การเปิดขวด ไวน์
ไวน์ขวดพิเศษซึ่งได้รับการเลือกสรรเป็นอย่างดีเพื่อเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร จะถูกเก็บไว้ในที่สงบเป็นเวลาหลายวัน พ้นจากแสงแดด และความร้อนที่อุณหภูมิคงที่ 10 ถึง 15 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะถ้าเป็นไวน์แดงชั้นเยี่ยม
ก่อนที่จะนำเสนอให้แขก ควรจะตรวจดูว่ามีตะกอนที่มองเห็นได้ชัดอยู่ในขวดหรือไม่ ถ้าไม่มีท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ดีแคนเตอร์ (Decanter) หรือตะกร้าไวน์(Cradle) ในการเสิร์ฟ
ถ้าเป็นไวน์ชนิดที่เก็บมานานมักจะมีเศษตะกอนแทนนิค (Tannic) ซึ่งเป็นเครื่องแสดงคุณภาพสูงของไวน์ ที่มักจะปรากฎอยู่ภายในขวด ในกรณีนี้ควรระวังให้มีการขยับขวดน้อยที่สุด และควรจะวางขวดในแนวนอน
การเปิดขวดไวน์นับเป็นงานที่ละเอียดอ่อนมาก และควรกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ควรใช้ที่เปิดขวดไวน์ (Corkscrew) ที่มีคุณภาพดีเท่านั้น
ค่อยๆ ตัดพลาสติกหรือแผ่นโลหะที่หุ้มคอขวดบริเวณด้านล่างขอบปากขวด ขณะรินไวน์ไม่ควรสัมผัสบริเวณนี้ โดยทั่วไปแล้วจะตัดแต่ส่วนขอบปากขวดออก และเหลือส่วนที่หุ้มคอขวดไว้
หลังจากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบปากขวด (หรือที่ซอมเมอลิเยร์ เรียกว่า Liteau) เมื่อเจาะสกรูลงไปบริเวณศูนย์กลางของจุกคอร์ก ขณะหมุนสกรูลง ระวังอย่าดันจุกคอร์กให้หลุดลงไปในขวด จากนั้นดึงขึ้นในแนวตรง ระวังอย่าให้จุกคอร์กขาด ไวน์ชั้นเยี่ยมที่ต้องเก็บไว้นานๆ มักมีจุกคอร์กยาวกว่าไวน์ธรรมดา
ก่อนที่จะรินไวน์หยดแรกลงในแก้ว ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบปากขวดอีกครั้ง ถ้ามีรสของจุกคอร์กควรจะส่งคืนพนักงานไปทันที
ในการเปิดขวดแชมเปญ หรือสปาร์คคลิ่งไวน์ ขั้นแรก ต้องค่อย ๆ ดึงลวดที่ผูกปากขวด (Wire Cage) ออกเสียก่อน
ขั้นต่อไป เอียงขวดทำมุม 45 องศา ใช้มือข้างหนึ่งจับไว้ที่จุกคอร์ก และมืออีกข้างจับบรเวณก้นขวด หมุนไป-กลับ 90 องศาจนกอร์กค่อยหลุดออก ด้วยวิธีนี้แก๊สจะค่อยลอดผ่านออกมา โดยไม่ทำให้จุกคอร์กกระเด็น และไม่เสียไวน์ที่ไหลเลอะเป็นฟองออกมาอีกด้วย
ก่อนเสิร์ฟไวน์ เช็ดขอบปากขวดด้วยผ้าสะอาด ในการเสิร์ฟ รินไวน์เพียงเล็กน้อยลงในแก้วทุกใบ พักสักครู่ก่อนจะรินเติมให้ได้ระดับ 2/3 ของแก้ว
การเลือกแก้ว ไวน์
ไวน์ชั้นดีย่อมคู่ควรกับแก้วที่เหมาะสม แม้ว่าจะมีแก้ไวน์อยู่หลายรูปทรงด้วยกันที่ใช้ในการดิ่มไวน์ชนิดพิเศษของแต่ละแคว้น หรือไวน์ชั้นยอด "Appellations" ลักษณะเฉพาะของแก้วดังต่อไปนี้จะมีส่วนช่วยในการดื่มไวน์ให้ได้รสชาติยิ่งขึ้น
ควรเลือกแก้วเนื้อบางไม่มีสีและใส เพื่อโชว์สิ่งที่ซอมเมอร์ลิเยร์เรียกว่าอาภรณ์ หรือ ร็อบ ของไวน์ นั่นคือ สี ความใส และลักษณะทั่วไปของไวน์
รูปทรงของแก้ว ควรพองออกด้านข้าง ส่วนปากแคบเข้าเล็กน้อย เพื่อกลิ่นหอมของไวน์จะรวมตัวกระจายขึ้นด้านขนของแก้ว และทำให้รับรู้กลิ่นบูเกต์ (Bouquet) ได้ดีขึ้น
ขนาดของแก้วควรใหญ่พอสมควร เพื่อให้เสิร์ฟไวน์ได้ในปริมาณพอเหมาะ โดยไม่เกินระดับ 2/3 ของแก้ว
แก้วชนิดมีก้านยาวประมาณ 4-5 ชม. จะจับถนัดมือกว่า และไวน์จะไม่สัมผัสกับความร้อนจากมือ
แก้วที่ใช้ควรใสสะอาดหมดจด ไม่มีรอยลิปสติก รอยนิ้วมือ ฝุ่น หรือรอยขีดข่วน เช็ดและขัดเงาแก้วด้วยผ้าแห้งที่สะอาดก่อนจะนำออกมาใช้เสมอ
วิธีการวางแก้วบนโต๊ะอาหาร
สำหรับแขกแต่ละท่าน ควรงางแก้วน้ำ 1 ใบ และแก้วไวน์ 1 ใบ ต่อชนิดของไวน์ที่จะเสิร์ฟหรืออย่างน้อย วางแก้วไวน์ตามสีของไวน์ (1 ใบต่อ 1 สี)
การวางแก้วควรเรียงลำดับตามความสูงของแก้วจากสูงไปหาต่ำนับจากด้านซ้ายมือ แก้วไวน์ขาวจะเล็กกว่าแก้วไวน์แดง แก้วน้ำควรวางด้านซ้ายมือ
การรินไวน์และเสิร์ฟไวน์


ทุกคนสามารถเป็นผู้ชำนาญในการรินไวน์และเสิร์ฟไวน์ได้ เพียงปฏิบัติตามเทคนิคดังนี้
ขณะรินไม่ควรให้มือบังฉลากไวน์ เพราะถือว่าฉลากไวน์เป็นเครื่องตกแต่งของไวน์ และเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ควรชื่นชม โดยฉลากไวน์ควรหันเข้าหาผู้ที่เรากำลังเสิร์ฟ
ให้ปากขวดอยู่ใกล้กับแก้วแต่มิให้สัมผัสโดนแก้ว เพื่อให้ไวน์ไหลลงแก้วอย่างนุ่มนวล โดยไม่กระเซ้นออกนอกแก้ว
ระวังอย่าให้ไวน์หยดลงบนโต๊ะเมื่อรินเสร็จ ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยบิดขวดเล็กน้อย และยกปากขวดขึ้นจากแก้ว เช็ดปากขวดเสียก่อนที่จะเสิร์ฟให้แขกท่านต่อไป
ไม่ควรรินไวน์เกินระดับ 2/3 ของแก้ว
สำหรับแชมเปญ และสปาร์คคลิ่งไวน์ใช้เทคนิคเดียวกันนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ฟองไวน์ไหลล้นออกมาเลอะเทอะ แต่จะต้องใช้ความนุ่มนวนในการริน ค่อย ๆ รินอย่างช้าๆ
การเลือกไวน์ในภัตตาคาร
ไวน์เชลล่าร์(Wine Cellar)เป็นส่วนสำคัญในการเก็บไวน์ให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไวน์ที่ท่านเลือกควรมีการนำไปทำให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนเสิร์ฟ
ไวน์ลิสต์(Wine List) ในไวน์ลิสต์ ไวน์ต่างชนิดจะถูกแบ่งตามชนิด และแคว้นที่ผลิต โดยจะระบุชื่อ "ชาโต" (Chateau) หรือ โดเมน (Domaine) พร้อมทั้งจำนวนปีที่เก็บบ่ม และราคา
การชิมไวน์
เขตพื้นที่ที่มีการปลูกองุ่นในประเทศฝรั่งเศสครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก ระยะห่างนี้ก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างเขตพื้นที่ ซึ่งมีผลต่อลักษณะของดินที่ใช้ปลูกองุ่น ทิศทางที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์และภูมิอากาศ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดไวน์ที่ได้จากเขตเพาะปลูกองุ่น จึงมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างกันออกไป
ประเทศฝรั่งเศสให้ผลผลิตไวน์นานาชนิดแก่นักชิมไวน์ทั้งหลาย คือมีไวน์ appellations กว่า 400 ชนิด และแว็งเดอเปยี อีกมากมายหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งมีสีสัน รสชาด และลักษณะเฉพาะตัวให้เลือกตามรสนิยม และความพอใจอย่างเหลือเฟือ
สุดท้ายนี้ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะจิบไวน์อย่างได้รสชาดและกลิ่นหอมนุ่มของไวน์ ด้วยความเพลิดเพลินและจิบเพื่อสุขภาพเท่านั้นเป็นพอ

La Loire

La Loire





Pays de la Loire is a region of western France, comprising the departments of Loire-Atlantique (44), Maine-et-Loire (49), Mayenne (53), Sarthe (72) and Vendée (85). It has an area of 32,082 km2 (12,387 mi2) and a population of 3,222,061 (1999); the capital is Nantes. Pays de la Loire has a long coast on the Bay of Biscay to the west and is bordered by Brittany to the north and west, Lower Normandy to the north, Centre to the east, and Poitou-Charentes to the south.


Departments of Pays de la Loire
The region is cut from east to west by the Loire River. The Loire Valley (French: Val de Loire) is central to the region's economy and its cultural and educational activities. Due to its rich heritage, this region has been declared a World Heritage for Humanity Site by UNESCO, which described it as a "cultural landscape of exceptional beauty."
Pays de la Loire has an abundance of small farms, and the predominant agricultural pursuit is the raising of cattle and pigs and the making of dairy products. Its Atlantic coast is the site of a number of fishing and shipping ports, and ducks are also raised in this area. Iron and uranium are mined in Pays de la Loire, and its industries produce motor vehicles, ships, and textiles. Historically, Pays de la Loire was divided among the provinces of Brittany, Anjou, Maine, and Poitou (now in Poitou-Charentes).

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Jour de l'an

Jour de l'An

Le Jour de l'an[1] est le premier jour de l'année d'un calendrier donné. Par extension le terme désigne aussi les célébrations de ce premier jour.
Pour les calendriers solaires (comme le
calendrier grégorien), la date du Jour de l'an est fixe d'une année sur l'autre, alors qu'elle est dite mobile dans le cas des calendriers luni-solaire (comme le calendrier chinois).

Noël

Noël



Noël est une fête chrétienne célébrant chaque année la naissance de Yeshoua, fils de Marie, dont le nom araméen a été traduit en français par Jésus de Nazareth. Cette naissance est aussi appelée Nativité.
Sa célébration à la date du
25 décembre a été fixée tardivement dans l'empire romain d'occident vers le milieu du IVe siècle. La royauté du Christ n'étant pas de ce monde, certains comme Origène (milieu du IIIe siècle) refuse de célébrer cete naissance ainsi qu'on le faisait à l'époque pour un souverain temporel (roi, empereur, pharaon). Avant de la placer à la date d'une la célébration solaire liée au solstice d'hiver[1] plusieurs dates furent proposées : 18 novembre, 6 janvier... Le 25 décembre marquait depuis Aurélien (v.270) l'anniversaire du Sol Invictus et de la renaissance annuelle de Mithra , [2]. Pour des raisons symboliques, et dans un souci de christianiser les anciennes fêtes païennes, cette date fut progressivement étendue à tout l'occident latin. Les Églises orthodoxes, qui suivent le calendrier julien, célèbrent Noël le 6 janvier, mais seule l'Église Arménienne a conservé la date précise du 6 janvier comme jour de la fête de Noël[3],
Constituant avec
Pâques une des grandes fêtes chrétiennes, Noël est s'est progressivement chargé de traditions locales, mélanges d'innovations et de maintien de folklore ancien, au point de présenter l'aspect d'une fête profane populaire possédant de nombreuses variantes, dans le temps comme dans l'espace. L'association de la mémoire d'une naissance a facilité la place centrale prise par la famille dans le sens et le déroulement de cette fête. L'Église catholique romaine insiste par exemple sur cet aspect depuis l'instauration en 1893 de la fête de la Sainte Famille, le dimanche suivant le 25 décembre. Les cadeaux, sous forme d'étrennes, semblent être une réminiscence des cadeaux effectués lors des fêtes saturnales de décembre (strenae) [4] Le don est présent dans de nombreuses traditions, comme celle de servir une repas au premier pauvre croisé au jour de Noël, ou dans l'exceptionnelle générosité des aumônes accordées aux mendiants à la sortie de l'office célébré durant la nuit de Noël. « La période de Noël, qui est très chargée cérémoniellement, possède une certaine intensité rituelle. Même si nous vivons fondamentalement dans une société marchande, il y a dans cet échange de cadeaux quelque chose qui est de l'ordre du don et qui est universel dans son principe: ils créent, maintiennent et consolident des liens; ils constituent en quelque sorte une matrice du social.», [5].
La popularité de cette fête a fait que
Noël est devenu un patronyme et un prénom.

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Fête de La Musique


Fête de La Musique



เทศกาลดนตรีวงดนตรีฝรั่งเศสและไทยวันจัดแสดง: 21 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ถึง 01.00 น.

สถานที่: ลานหน้า Central World และที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park ( รถไฟฟ้า สถานีสยาม หรือ ชิดลม)



Music day in Bangkok



“วันแห่งดนตรี” หรือ “เทศกาลดนตรี” เริ่มขึ้นในฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2525 ในโอกาสการฉลองวันแรกแห่งฤดูร้อน ได้จัดกันอย่างแพร่หลายในร้อยกว่าประเทศ สำหรับ “เทศกาลดนตรี” ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯนั้น จัดขึ้นเป็นปีที่ 12 แล้ว ประกอบด้วยรายการดนตรีที่มีทั้งฝรั่งเศสและไทย เพื่อส่งเสริม การแลกเปลี่ยนทางดนตรีระหว่างสองประเทศเรา นอกจากศิลปินที่มีชื่อเสียงของวงการเพลงทั้งฝรั่งเศสและไทย ยังมีคณะนักดนตรีและนักร้องสมัครที่เข้ามาเล่นร่วมเวทีกับมืออาชีพเหล่านั้น เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว “เทศกาล ดนตรี” มักเป็นจุดนัดพบแห่งแรกกับว่าที่แฟนคลับ ในอนาคตปีนี้ “เทศกาลดนตรี” จะเป็นงานฉลองแนวเพลงทุกประเภท และเป็นงานของนักดนตรีทุกประเภทด้วย (เด็ก, ผู้ใหญ่, มือสมัครเล่น และมืออาชีพ)
ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ก็จะมีการแสดง หลากหลายบรรยากาศของกลุ่มเยาวชน คนหนุ่มสาว หลายกลุ่ม มาร่วมสร้างความสนุกสนาน บนลานหน้าเซ็นทรัลเวิล์ด และในอุทยานการเรียนรู้ TK Park
และเมื่อถึงเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ก็จะมีวงดนตรีที่มีชื่อของวงการเพลงไทยหลายวง มาร่วมเล่นกับวง “Gong Gong” ของฝรั่งเศส บนเวทีหลักของงานจนถึงดึก เพื่อสร้างค่ำคืนแห่งเพลงอิเล็กโทรนิกส์ ซึ่งต่างฝ่าย ต่างได้ค้นพบ และแลกเปลี่ยนเทคนิคของกันและกัน